I l l u s i o n CH.3
posted on 17 Sep 2008 02:58 by ficblog in long-ficดวงหน้าขาวใสใต้เส้นผมที่ปรกหน้าผากชวนให้จินทาบริมฝีปากลงจูบรับอรุณสวัสดิ์ คาเมะยีตาอย่างง่วงงุน ครั้นเห็นว่าใครที่อยู่ในระยะประชิดก็ก้มหน้างุด เอาหน้าผากดันแผ่นอกกว้างนั้นเบา ๆ เป็นการต่อว่า ที่ปลุกตั้งแต่เช้า
.........คาเมะยังง่วงอยู่เลยนี่นา
ครั้นจินวาดแขนกระหวัดร่างนั้นเข้ามาแนบกาย ร่างบางก็เผลอสะดุ้ง ร้องประท้วงว่าหายใจไม่ออก
หยอกเล่นพอให้ชุ่มใจแล้วจึงคลายแรงอย่างรู้ดีว่าเล่นแบบนี้ .....คาเมะอาจจะไม่ชอบนัก
บางครั้ง คาเมะกลัวเขา
กลัวในสิ่งที่มองไม่เห็น เป็นความรู้สึกลึก ๆ ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าคือสิ่งใด หากเป็นคนอื่น คงแนบเนียนกว่านี้ เมื่อเป็นคาเมะ คนที่ได้เห็นอะไรคล้าย ๆ กัน รู้อะไรคล้าย ๆ กัน บางครั้งบางคราว จึงเอาไม่ค่อยอยู่
แต่คาเมะก็ยังตามจินไม่ทัน
แต่จินไม่ได้คิดร้าย แค่อยากได้ยินเสียงใส ๆ โวยวายบ้างเป็นครั้งคราว
ก็มันน่ารักดีไม่ใช่หรือ....
เขาเว้นระยะห่างพอประมาณ จับข้อมือเล็กนั้นมากำเล่น
"อีกสักนิดมั้ย?"
คนฟังอ้าปากเหวอ เงยหน้ามองตาแป๋ว แต่พวงแก้มเป็นสีระเรื่อขึ้น หมายถึงอะไร อีกสักนิด?
นั่นทำให้อีกฝ่ายหัวเราะ ดึงจมูกน้อยเบา ๆ อย่างขี้แกล้ง
"คิดอะไร? ฉันถามว่านอนอีกสักนิดมั้ย ท่าทางจะ..ไม่ไหว เดี๋ยวโทรเข้าไปบอกที่ร้านให้"
ฟังดังนั้น จึงเพิ่งนึกออกว่าเช้านี้ต้องเข้าร้าน คาเมะลุกพรวด
"ไม่เป็นไรฮะ! เดี๋ยว..โอ๊ย.."
สีหน้าเหยเกจนอีกฝ่ายต้องส่ายหน้าขัน
จินวางแขนไว้รอบเอว กอดหลวม ๆ พอไม่ให้คาเมะอึดอัด
"เอาน่า....บอกว่านายไม่สบาย เขาคงไม่ว่า"
ร่างเล็กขว้างค้อนขวับเข้าให้ ทำอย่างนั้น......เขาจะได้โจษจันอะไรแปลก ๆ กันทั้งร้านน่ะสิ!
"ไหวอยู่แล้วฮะ เดี๋ยวตอนบ่ายมีเรียนด้วย จะได้เลยไปเลย"
จินมองอีกครั้งเหมือนจะถามว่า แน่ใจหรือ?
พอคาเมะทำหน้ามุ่ยใส่ให้อีก ก็ยกมือยอมแพ้ ปล่อยร่างนุ่มน่ากอดออกจากอ้อมแขนโดยดี
"ความผิดจินนั่นแหละ" โบ้ยเสียอย่างนั้น
จินยิ้มอยู่ในที "ฉันผิดก็ได้..."
ปลายนิ้วทาบเบา ๆ ลงบนแก้มอีกฝ่าย เมื่อแววตานั้นยังคงฉายความจริงบางอย่างที่ปิดบังเขาไม่ได้
"ไม่สบายใจอะไรรึเปล่า พักนี้ทำหน้าเหงา ๆ บ่อย รู้ตัวมั้ย?"
คาเมะอึ้งเพียงชั่วขณะ ก่อนส่งยิ้มจาง "เปล่าสักหน่อย จินคงคิดไปเอง"
ร่างนั้นหันหลังให้ หยิบเสื้อผ้าตนมากอดไว้ แล้วตัวแข็งเมื่อเสียงที่เรื่อยลงกล่าวถามอีกครั้ง
"แม้แต่ฉัน....ยังเล่าให้ฟังไม่ได้เลยหรือ?"
จินไม่พอใจ?
คาเมะหันไปอย่างกังวล หากปรากฏเพียงแต่คนที่ยังคงกึ่งนั่งกึ่งนอน ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอ่อนโยน แต่คำถามลองใจทำให้คนถูกถามต้องขยับตัวอย่างอึดอัด คาเมะผ่อนลมหายใจ ก้มหน้าลง สายตาทอดไปทางอื่น และในวินาทีสุดท้ายที่ตัดสินใจ ก็ได้ยินเสียงตัวเองกระซิบเถียงอีกฝั่งข้างในใจว่า......ไม่ดี ไม่ควร
"ผมไม่ได้เป็นอะไรจริง ๆ"
หลังกล่าวคำนั้น คาเมะโล่งอก คล้ายกับเอาชนะบางสิ่งสักอย่างได้ กล้ามเนื้อที่เคยเกร็งผ่อนคลายลง และเมื่อจินไม่ได้เซ้าซี้อะไรอีก ร่างน้อยก็เอนตัวลงพิงไหล่กว้างนั้นเงียบ ๆ ราวกับออดอ้อนให้จินอภัยแก่ความลับที่คาเมะมี ดวงหน้าที่เกลือกกลิ้งอยู่ใต้คางกับแววตาใสแจ๋วที่ส่งมา....... ให้จินใจร้ายขนาดไหนก็รังแกต่อไม่ลง
.........ฝ่ามืออบอุ่นวางลงบนศีรษะ ยีเบา ๆ
"งั้นไปอาบน้ำเสียสิ เดี๋ยวฉันไปส่ง"
.........................................................................................................................
.................................................................................................................................................
หลายวันมานี้ ห้องเขาสงบเงียบผิดปกติ จนไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง ปกติแล้ว เมื่อตื่นขึ้นมา สิ่งที่เจอเป็นสิ่งแรกซึ่งเรียกว่าสิ่งมีชีวิตจะถูกหรือไม่ก็ตาม คือร่างใสแจ๋วที่จะมาวนเวียนอยู่รอบ ๆ คอยพะเน้าพะนออยู่ร่ำไป ให้ไล่สักกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง วันต่อมา ก็ยังโผล่เข้ามาให้ได้เหนื่อยใจอยู่เรื่อย
ยูอิจินอนหงาย ประสานแขนไว้ใต้ศีรษะ เขาควรสบายใจไม่ใช่หรือ ไม่ใช่เวลาที่เขาต้องมานั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยว่าเจ้าวิญญาณนั่นหายไปไหน
ลุกจากที่นอน ท่าทางเนือยผิดทุกวัน เขาเข้าห้องน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน กิจวัตรประจำวันเหมือนปกติดีทุกอย่าง แต่วันนี้เขาไม่ได้ออกไปไหน เขาปวดหัว แล้วเหมือนกังวลอะไรบางอย่างอยู่ลึก ๆ
เสียงออดดังจากหน้าห้อง พาให้ยูอิจิสะดุ้งเฮือก เขาหันมอง อึดใจหนึ่งเสียงออดนั้นจึงดังขึ้นอีกครั้ง
เงาดำที่ทอดเข้ามา บดบังแสงอาทิตย์ริบหรี่ที่มักจะลอดผ่านใต้ช่องประตู....
ยูอิจิค่อยเดินเข้าไป แปลกที่เขาไม่อยากเปิดประตูต้อนรับใคร ลางสังหรณ์บอกเขาว่ามันอาจจะเป็นข่าวร้าย....
เขากำลังหวั่นเกรง... การมาถึงของใครสักคน ที่อยู่ตรงหน้านี่แล้ว!
ร่างสูงสง่านั้น เป็นคนที่เขาไม่รู้จัก ไหล่ลาดผึ่งผาย นัยน์ตาดำจัด เมื่อมองย้อนแสงจึงดูแปลกตากว่าความเป็นจริง และชวนให้คนมองครั่นคร้ามอย่างไม่มีสาเหตุ กระทั่งผู้ที่หยุดอยู่เป็นนานเอ่ยเสียงเรียบ
"ผมเข้าไปได้มั้ย"
เสียงนั้นปลุกสติยูอิจิให้กลับคืน เขามองชายแปลกหน้าให้ถ้วนอย่างไม่ไว้ใจ แต่เมื่อสังเกตดีแล้วว่าคนปกติ ไม่มีท่าทีอันตรายใด จึงโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง
"มีธุระอะไรกับผม?"
"วิญญาณในห้องคุณ"
เสียงที่ใช้เอ่ยราบเรียบราวกับเรื่องธรรมดาทั่วไป ยูอิจิชะงัก ใบหน้าขรึมลง หากอีกฝ่ายยกยิ้ม
"คุณ...พูดเรื่องอะไร"
ยูอิจิทำไขสือ ทว่าน้ำเสียงอ่อนข้อลง เขาอยากไล่ผู้มาใหม่นี้ไปเสียให้พ้น แต่เกิดความรู้สึกประหลาดให้ยูอิจิรู้ว่าคนที่เขากำลังสนทนาด้วยอยู่นี้ ไม่ใช่บุคคลที่เขาอาจต่อต้านได้ แม้จะมาอย่างสันติและไม่ได้ใช้การคุกคามใด
"ผมนึกว่าเจ้าของโครงการให้คนแจ้งมาแล้วเสียอีก ผมนัดเขาไว้ว่าจะเข้ามาวันนี้" จินมองอธิบายสั้น ๆ เมื่อยูอิจิยังทำหน้าไม่เข้าใจ “เขาเชิญผมมา”
คนฟังตัวแข็งไปชั่วขณะ ก่อนเปิดประตูออกกว้างอย่างช้า ๆ ขณะนั้นยูอิจิไพล่นึกถึงคำพูดที่เขาเคยได้ยินใครสักคนเปรยไว้
‘อพาร์ทเม้นท์ผีสิง ใครจะอยากอยู่!?’ คนพูดอารมณ์เสีย กึ่งกล้ากึ่งกลัว มาลอบถามเขา ‘คุณไม่เคยเห็นกับเขาบ้างเลยหรือ... นี่ก็หลายคนแล้วที่เจอของดี ชักจะยังไง ๆ’
‘ไม่นี่ครับ ไม่เห็นมีอะไร’
เป็นคำพูดที่ยูอิจิกล่าวตัดบทอย่างเบื่อหน่ายไปในตอนนั้น เพื่อจะกลับมาเจอเจ้าผีเริงร่านอนกลิ้งอยู่บนเตียงตัวเอง แล้วยูอิจิก็ประสาทเสียซ้ำ ๆ เป็นหนไม่ถ้วนเช่นเคย
ทว่าเป็นความจริง... ที่หากไม่นับเรื่องรำคาญใจแล้ว เจ้าผีงี่เง่านั่นไม่เคยทำอะไรให้เขาเดือดร้อน อาจเพราะความเคยชิน ทำให้เขาไม่นึกกลัว ต่างจากคนอื่น ที่เพียงบังเอิญเห็นเข้าก็กลัวหัวซุน
“นี่คุณขอเขาดูทุกห้องเลยหรือ”
“ห้องนี้ห้องเดียว”
จินตอบคำ ขณะมองไปโดยรอบ แล้วเป็นอีกครั้งที่ยูอิจิได้แต่นิ่งฟัง มองอีกฝ่ายอย่างนึกกังขา
....หรือจะเป็นของจริง?
"เขาอยากให้ผมไล่เจ้านั่นออกไป และอย่าให้เข้ามาได้อีก.....แต่ถ้าผมทำอย่างนั้น คงเลี่ยงไม่ได้ ที่ต้องไปเบียดเบียนตนอื่นในละแวกนี้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย.....” จินหันมาสบตา เมื่อยูอิจิไม่มีคำพูดใด เขาจึงกล่าวต่อ "ผมกำลังตามเก็บหมอนั่น ถ้างานผมเรียบร้อย เขาคงมากวนใจคุณไม่ได้อีก"
"อะไรนะ!" คนฟังมาตลอดตวัดเสียงถามอย่างตกใจ สิ่งที่ได้กลับเป็นรอยยิ้มเช่นเดิม เขาขมวดคิ้ว “จะไม่โหดร้ายไปหน่อยหรือคุณ.....ทั้ง ๆ ที่...!”
สายตาที่มองตอบกลับมาทำให้คำพูดนั่นกลืนเงียบหายไปอย่างน่าเจ็บใจ
“ผมเพียงมาแจ้งให้คุณทราบตามหน้าที่ผมเท่านั้น แล้วผมอาจจะมาใหม่”
ไม่รอคำตอบ ร่างสูงนั้นล่าถอยออกไป ทิ้งยูอิจิให้ยืนเคว้งภายในห้องเพียงคนเดียว
เพียงชั่วครู่ ยูอิจิถอนหายใจอย่างหนักอก เขาคว้าเอากุญแจห้องกับเสื้อนอกเดินออกไป ถ้ารู้ว่าเรื่องมันจะยุ่งขนาดนี้ ให้เขายื่นคำขาดต่อเจ้าผีนั่น หรือให้เขาย้ายออกไปเลยคงจะง่ายเสียกว่า ....ยูอิจิไพล่นึกถึงตัวต้นเหตุที่ทำให้ใครต่อใครวุ่นวายไปหมดอย่างนี้ เขายังจำได้แม่นถึงสมัยที่ยามะพียังมีชีวิต ตามตื๊อตามจีบเขา แม้เขาไม่สนใจ จะตัดเยื่อตัดใยอย่างไร ยามะพีก็ยังไม่ยอมแพ้ มาเกาะมาแกะเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเสมอ
เสียงหัวเราะใส ๆ กับตากลม ๆ นั่นไป
นั่นก่อนที่อุบัติเหตุจะเกิด........
และเสียงหัวเราะอันจับต้องได้นั้น จึงหายไปตลอดกาล
แม้จะใจลอยเหม่อคิดถึงเรื่องอื่น ถนนใหญ่เบื้องหน้า ก็คิดว่าระวังดีแล้ว....
แต่เมื่อขาก้าวออกไปเพียงไม่กี่ย่างก้าว รถคันหนึ่งกลับพุ่งตรงมาแรงและเร็วราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากเข้ามา แล้วในวินาทีนั้น วินาทีที่สติเตือนว่าให้วิ่งหนี ให้ถอยห่างออกไปจากมัจจุราชที่ยืนรอห่างอยู่เพียงก้าวเดียว ยูอิจิก็เหมือนชาไปทั้งร่าง ขาที่ควรจะขยับกลับแช่นิ่งด้วยความตกใจ เสียงบีบแตรรถใกล้จนเหมือนอยู่ข้างกกหูเข้าใกล้มาทุกที แล้วคล้ายสติใกล้จะดับวูบเมื่อแรงอัดนั้นเข้าประชิดตัว
เสียงรถปะทะเข้ากับอะไรสักอย่างดังโครม ฝูงชนหวีดร้อง หลายคนใจร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม หน้ารถนั้นพังยับเยิน และร่างที่นอนอยู่ใกล้ ๆ รถนั่น สภาพไม่สามารถบอกได้ว่ายังเป็นหรือตาย
"ร...รถพยาบาล!!"
ใครสักคนได้สติแล้วร้องขึ้น คนที่มีโทรศัพท์อยู่กับตัว กดหมายเลขฉุกเฉิน แต่ร่างที่ใครต่อใครคิดว่าคงบาดเจ็บสาหัส กลับค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้น ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงปกติ
"ผมไม่เป็นไร"
หลายคนตาค้าง ไม่เป็นอะไร? หลบไม่ทันไม่ใช่หรือ อาจยังพอมีโชคอยู่บ้างที่ไม่ติดหน้ารถไปอัดเข้ากับเสาไฟฟ้านั่น แต่....เมื่อสังเกตดี ๆ แล้ว เจ้าหนุ่มโชคร้ายนี่เพียงแต่บาดเจ็บที่ขาเท่านั้น เนื้อที่ถากครูดไปกับถนนทำให้เลือดไหลชุ่มจนโชก ร่างของยูอิจิล้มลงอีกครั้งอย่างไม่สามารถยืนด้วยตนเองได้ ได้แต่รอให้ผู้เห็นเหตุการณ์โบกรถให้พาไปส่งโรงพยาบาลอยู่ตรงนั้น
"บ้าชะมัด"
ยูอิจิสบถพึม แล้วทันใดนั้น เสียงสะอึกสะอื้นเบา ๆ ก็ดังอยู่ข้างหู ท่ามกลางความวุ่นวายและพยายามช่วยชีวิตคนขับ ย่อมไม่มีใครสังเกตร่างที่ปรากฏตัวขึ้นเป็นเงาจาง ๆ อยู่ด้านข้างยูอิจิ เขาไม่โอดโอยสักคำ แต่ร่างนั้นกลับร้องไห้เหมือนเป็นคนเจ็บเสียเอง
"เจ็บมากมั้ย"
คนที่หายไปและใครต่อใครตามตัวกันไม่เจอ อยู่เบื้องหน้าเขา ไม่ว่ายังไง ยามะพีก็ตัดใจห่วงยูอิจิไม่ได้อยู่ดี...
ตื๊อชะมัด...เจ้าบ้า
"ฉันมาช้า....ขอโทษนะ"
ยามะพีคอตก เกือบไม่ทันเสียแล้ว หากเขาช้ากว่านี้อีกสักนิด จะเกิดอะไรขึ้น แค่คิดก็ยิ่งให้ใจหาย ยามะพีมองแผลฉกรรจ์ที่ขาอย่างรู้สึกผิดเหมือนตนเป็นต้นเหตุ ยูอิจิทำหน้าเหยเกเมื่อพยายามขยับ กระดูกอาจจะหักหรือร้าวสักอย่าง เขาถอนหายใจ ตวาดเบา ๆ อย่างรำคาญ
"จะร้องไห้ทำไม!"
"ก็..ขานาย...."
ยูอิจิส่ายหน้าระอา.......ตัวเองโดนไอ้หมอผีนั่นตามล่าอยู่มะร่อมมะร่อ ดันโผล่หัวมาเอาง่าย ๆ เพียงเพราะเขาจะถูกรถชน
ในวินาทีที่เขากำลังจะตาย เหมือนมีแรงกระแทกจากใครคนหนึ่ง แรงที่เขามองไม่เห็น เบียดผลักเขากระเด็นออกมาจากหน้ารถ หากยังโดนเฉี่ยวพอควร และเพราะเขาไม่ทันระวัง จึงล้มไม่เป็นท่า พาเอากระดูกกระเดี้ยวผิดรูปไปหมด
"ไหนว่าอยากได้ฉันไปอยู่ด้วยกัน" ยูอิจิถามคล้ายประชด เสียงติดจะห้วน ถึงตอนนี้ เขาไม่สนใจหากใครจะคิดว่าเขาบ้าพูดอยู่คนเดียว "ทำไมไม่ปล่อยให้ฉันตาย"
"ไม่เอา!" ยามะพีส่ายหน้าแรงเหมือนเด็ก ๆ น้ำมูกน้ำตาเต็มหน้าไปหมด "ถ้าให้ยูอิจิมาอยู่กับฉัน แต่ยูอิจิต้องตาย ฉันก็ไม่เอาด้วยหรอก ไม่อยู่ด้วยกันก็ได้ แต่ฉันไม่อยากให้ยูอิจิตาย"
ไม่ต้องถามว่าทำไม ทุกคำก็พรั่งพรูออกจากปากราวกับเป็นความอัดอั้นที่เจ้าตัวกดเก็บมานาน
"ตายแล้วไม่สนุกหรอก เหงาจะตาย ทำอะไรก็ไม่ได้ ต้องอยู่ตัวคนเดียว ถึงจะอยู่ในโลก ก็ไม่มีร่างกายเหมือนคนอื่นอีกแล้ว ชีวิตสำคัญมากนะยูอิจิ ฉันรักนาย ฉันไม่อยากให้นายต้องเป็นแบบฉัน..."
ยูอิจิอึ้ง........เขาอยากพูดอะไรสักอย่าง
แต่ต้องกัดริมฝีปากตัวเองไว้ให้แน่น ดังความตั้งใจ....ว่าจะไม่มีวันให้ความหวังใด ๆ กับยามะพี
หากเขายังรั้งยามะพีไว้ หมอนี่จะยิ่งไปไหนไม่ได้เพราะความห่วงหาไม่รู้จบไม่ใช่หรือ?
ยามะพียิ้มให้ นัยน์ตาอ่อนแสงลง....
“ดูแลตัวเองให้ดีนะ...ยูอิจิ”
..........วันนี้ ยูอิจิมองยามะพีเหมือนไม่เคยเห็นมาก่อน หากเขาก็เบือนสายตาไปทางอื่น เมื่อรถพยาบาลจอดลง ปฐมพยาบาลแก่เขา และพาเขาขึ้นรถไป
ร่างเล็กนั้นไม่ได้ตามไป เพียงยืนมองส่งจนแน่ใจว่าปลอดภัยดีแล้วจึงหันหลังกลับ
ขณะกำลังจะเลือนหายไป
ร่าง ๆ หนึ่งก็โผล่พรวดเข้าจากด้านหลัง ล็อกคอไว้และกดยามะพีลงกับพื้นในพริบตา!
วิญญาณพรายจับตัวเขาไว้แน่น แล้วผู้เป็นนายก็เดินเข้ามา ริมฝีปากแย้มยิ้ม เสียงเย็นเยียบเอ่ยอย่างสมใจ
"จับได้แล้ว"
.......................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
เพล้ง!
รูปภาพที่แขวนติดผนังไว้เสมอรูปหนึ่งหล่นแตกกระจาย ภาพเด็กผู้ชายสองคนยืนกอดคอด้วยท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใสถูกเศษกระจกกรีดจนเป็นรอย คาเมะถอนหายใจว่าตัวเองเบา ๆ ที่ซุ่มซ่ามจนข้าวของเสียหาย โกยเศษกรอบรูปลงถังขยะเงียบ ๆ แล้ววางภาพที่ยังสดใหม่ในความทรงจำเสมอลงบนโต๊ะ
มองภาพนั้นแล้วชะงักอย่างคนที่มีลางสังหรณ์
แววตาฉายรอยเคลือบแคลงอย่างคนนึกรู้อะไรบางอย่าง อยู่ ๆ น้ำลายกลับแห้งผาก แล้วความรู้สึกที่มักจะปรากฏเวลาเกิดเรื่องแย่ ๆ ก็ผุดขึ้นให้ใจสั่นไม่หยุดหย่อนจนน่าหวาดผวา
คล้ายกับมีใครชี้บอก คาเมะกลั้นหายใจ ตรงไปยังมุมห้องส่วนที่ตนไม่เคยสน ม่านหมอกที่เคยปกคลุมเจือจางลงราวกับคนที่สร้างมันขึ้นมาได้ปล่อยปละละเลยไม่ใส่ใจเสียแล้ว คนความรู้สึกไวอย่างคาเมะจึงจับสังเกตได้ว่าต้องมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ตรงนั้น
วัตถุขนาดเล็กปรากฏแก่สายตา คาเมะหน้าซีด กระชากมันขึ้นมา แล้วจึงเห็นว่ายังวางอยู่ในตำแหน่งต่าง ๆ ในห้องในรูปแบบที่คาเมะรู้ว่าคืออะไร
มือเริ่มเย็น
บางสิ่งคล้ายเครื่องรางนั้น กำลังกินเงารอบ ๆ และดูดกลืนลงไปเรื่อย ๆ ราวกับไม่มีวันอิ่ม....
คาเมะเปิดหน้าต่าง ขว้างของประหลาดเหล่านั้นออกไปจนสุดแรง หอบหายใจอย่างไม่ทันตั้งตัวเมื่อคิดทบทวนเรื่องทั้งหมดได้แล้ว
เรียวขาที่สั่นน้อย ๆ ก็ออกวิ่ง….!
หากออกจากตัวตึกได้ไม่เท่าไหร่ ร่างก็พลันปะทะเข้ากับอะไรสักอย่าง แขนสองข้างจับร่างเขาเอาไว้ เสียงนุ่มทุ้มอันแสนคุ้นเคยเรียกชื่อด้วยความงงงัน หากวันนี้ เสียงที่เคยนุ่มน่าฟังเสมอกลับทำให้คาเมะต้องปิดหูอย่างไม่ยอมรับ กระทั่งรวบรวมสติทั้งหมดได้จึงค่อยลืมตาขึ้น เพื่อจะพบกับสิ่งที่ทำให้ร่างทั้งร่างต้องชาจนแทบไร้ความรู้สึก
ดวงตาที่ไม่มีอะไรบดบัง ย่อมเห็นได้กระจ่างชัดที่สุด ภาพตรงหน้าคล้ายกับสิ่งที่คาเมะเห็นเมื่อครู่ ภาพเงาที่ดำมืดยิ่งกว่าความมืดใด ทำให้ความมืดในเงาอื่นต้องหลบเร้นแฝงกายไปอย่างหวาดกลัว เพียงเท่านั้นก็พิสูจน์ได้ ทุกอย่างก็บอกชัด ว่าบุคคลตรงหน้าไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป
หัวใจด้านซ้ายกระตุกวาบ
"คาเมะ"
เสียงนั้นทำเรียกให้คาเมะเงยหน้าขึ้นสบตา
“จิน”
เสียงสั่นเครือทำให้ร่างน้อยถูกรัดโถมเข้าไปฝังอยู่ในอกของอีกฝ่าย แต่แรงสัมผัสนั้นกลับทำให้คาเมะสะดุ้งสุดตัว ต้องผลักตัวเองออกราวกับโดนของร้อน ฝ่ามือที่แข็งแรงจนคาเมะต้องห่อตัวกลับบีบแน่นขึ้น เมื่อคาเมะดื้อรั้นไม่ยอมลงให้จินง่าย ๆ เหมือนเคย
“คาเมะ เป็นอะไร”
“เอาเพื่อนผมไปไว้ที่ไหน”
คนฟังชะงัก เมื่อสังเกตว่านัยน์ตาคาเมะแดงก่ำ ริมฝีปากขบแน่นจนกลัวว่าจะปริแตก คาเมะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองจินอีกครั้ง เพื่อจะเห็นเพียงแต่ดวงตาอันเฉยชา ที่เขาไม่รู้...ว่าหมายถึงอะไร
"เอาเพื่อนผมไปไว้ไหน...?"
คาเมะถามซ้ำราวกับวอนขอ ทว่าจินกลับยืนเฉยราวรูปปั้น
"ยามะพี คุณเอายามะพีไปไว้ที่ไหน! บอกมาเดี๋ยวนี้นะ!!"
คาเมะจิกเสื้อจิน กระชากถามอย่างเกรี้ยวกราด แต่เรี่ยวแรงอันน้อยนิดในขณะนั้นไม่สามารถทำอะไรจินได้ ในทางเดียวกัน จินไม่ใช่คนยอกย้อนเท่าใดนัก ครั้นเห็นว่าอีกฝ่ายรู้ความจริงแล้วจึงไม่ได้แก้ตัวอะไร และนั่นทำให้คาเมะสะอึก นิ่งงัน เสียใจยิ่งกว่าหากจินจะหาข้ออ้างเข้าข้างตนเสียอีก
"ไม่อยู่แล้วใช่ไหม" คาเมะถาม สะอื้นไห้ "ยามะพีไม่อยู่แล้วใช่มั้ย?..."
ทั้งที่คิดว่าเสียงตนดังขึ้น กลับค่อย ๆ เบาลงอย่างหมดแรง ดวงตาที่มองจินไหวระริก ไม่เพียงได้รู้ว่าเสียเพื่อนรักไปเพราะความโง่เขลาของตนเท่านั้น ยังได้รู้ว่าความไว้ใจที่มอบให้ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นที่รักอย่างไม่มีข้อเคลือบแคลงได้ย้อนกลับมาทำร้ายตนอย่างไร คาเมะก็อยากจะทุ่มร้องไห้ให้กับความผิดพลาดของตัวเอง และคาเมะคงจะล้มลงไปเสียแล้วหากจินไม่เข้ามากอดไว้อีกครั้ง แต่คาเมะต้องเจ็บเท่าทวีคูณ เมื่ออ้อมกอดนั้นมีไว้เพียงเพื่อประคอง ไม่ใช่อ้อมกอดปลอบประโลมอย่างที่จินเคยทำ
บางที....ให้จินพูด ให้จินอธิบาย มากกว่านี้ คาเมะจะรับฟัง แต่แววตาไม่แสดงอารมณ์ใดของจินกลับบอกเพียงสั้น ๆ
"งานของฉัน..." จินกล่าว "มีพวกนั้นอยู่ ก็ต้องมีคนอย่างฉันอยู่......นายรู้ไม่ใช่หรือ"
"ผมไม่สน ยามะพีเป็นเพื่อนผม คุณทำร้ายเพื่อนผมทำไม ยามะพีไม่เคยทำร้ายใครสักครั้ง คุณทำได้ยังไง!" คาเมะถามเสียงสั่นเครือ เมื่อจินไม่มีท่าทีใด เขาก็ถามอีก "คุณเข้ามาตีสนิทกับผม เพราะอย่างนี้ด้วยรึเปล่า..."
ความเงียบที่ก่อตัวขึ้นได้กลืนทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่คำพูดที่คนสองคนควรจะพูดแก่กันจนหมดสิ้น
เนิ่นนานที่มีเพียงเสียงสะอื้นแว่วไป คาเมะกลับหัวเราะออกมา
".....คุณทำให้ผมรักคุณได้ยังไง” คาเมะหัวเราะเสียงสั่น น้ำตาคลอเบ้า "ตอบหน่อยสิจิน คุณเก่งกล้าสามารถ ขนาดนี้ได้ยังไงจิน คุณทำอย่างนี้มากี่คนแล้ว เขาให้เงินคุณมากขนาดยอมทำได้ทุกอย่างเชียวหรือจิน.........คุณไม่เคยรักผมเลยใช่มั้ย?"
ด้วยความโกรธแค้น คาเมะอยากจะทำร้ายจินให้สาแก่ใจ แต่คาเมะยังคงรักจิน ต่อให้จินทำร้ายคาเมะมากกว่านี้สักแค่ไหน คาเมะก็ทำใจให้เลิกรักจินไม่ได้ ราวกับมีพันธนาการใดเกี่ยวรัดเอาไว้หลายทบหลายชั้นให้สลัดไม่หลุด
ความรู้สึกหนักอึ้งในใจนี้ทำให้คาเมะได้แต่ปาดน้ำตา ยืนร้องไห้ตรงนั้นอย่างน่าสงสาร
"นายไม่ได้รักฉันหรอก"
เสียงนั้นเรียกให้คาเมะเงยหน้าขึ้น แต่แววตาที่มองสบมายังคงไม่ฉายสิ่งใด
หมายความว่ายังไง?
"รู้แล้วไม่ใช่หรือ? ว่าทุกอย่างก็แค่เรื่องที่ฉันอยากให้เป็น"
คาเมะยังคงไม่เข้าใจ จินต้องการจะพูดอะไร?
แล้วต้องตัวชาเมื่อได้ยินประโยคต่อไป
"....ในเมื่องานของฉันจบลงแล้ว และนายก็รู้เรื่องนี้แล้ว เรื่องของเราก็ควรจะจบ"
คาเมะมองคนพูดอย่างไม่เชื่อ สิ้นคำพูดนั้น ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบงัน คาเมะไม่ได้ยินแม้แต่เสียงหายใจของตนเอง แม้แต่หัวใจ เขาก็คิดว่ามันคงหยุดเต้นเสียแล้ว เขาต้องการคำตอบจากปากของจิน แต่เมื่อได้ยินมันแล้ว ตอนนี้.......เขากลับอยากให้ทุกอย่างเป็นเรื่องล้อเล่น
คาเมะค่อยผละห่างออกไปทีละก้าว จินเดินตามเข้ามาใกล้ และคาเมะก็ไม่อาจขยับขาตัวเองได้อีก
บิดรอยยิ้มทั้งน้ำตา ได้แต่เยาะตัวเองที่หัวใจยังทรยศจนวินาทีสุดท้าย ถึงขนาดบอกตัวเอง....ว่าให้จินบอกเขาว่าล้อเล่น บอกมา...ว่าเรื่องทุกอย่างไม่เป็นความจริง....เพียงบอกมาเท่านั้น คาเมะจะไม่โกรธ ไม่เกลียดสักนิด......คาเมะจะลืมว่าทุกอย่างเคยเกิดขึ้น
แต่จะหลอกตัวเองได้อย่างไร ในเมื่อภาพตรงหน้ามีแต่สายตาเย็นชาเรื่อย ๆ ของจิน
ทุกน้ำคำ จินพูดออกมาทั้งหน้าตาเฉย จะให้คาเมะลืมได้ยังไง?
"ไม่เป็นไร" เสียงจินเบาลงจนแทบกระซิบ ใกล้ เพียงลมหายใจกั้น คาเมะสบตาจินไม่หลบ แต่ริมฝีปากเขาสั่นระริก
จินกระซิบ ".....เดี๋ยวก็พรุ่งนี้แล้ว"
"เดี๋ยว!! ไม่!!"
เมื่อนึกรู้ว่าจินจะทำอะไร คาเมะก็ตะโกนเสียงหลง จินวาดมือผ่านกระหม่อม ความง่วงงุนจู่โจมคาเมะอย่างรวดเร็ว คาเมะเซไปด้านหน้า จิกเสื้อจิน ขยุ้มจนแน่น
พยายามเหลือเกินแล้วไม่ให้เปลือกตาปิดลง หากเขาหลับไป เมื่อตื่นขึ้น เขาจะลืมจินงั้นหรือ?....ลืมทุกอย่างงั้นหรือ ใจหนึ่งโกรธจนแทบคลั่ง แต่สุดท้าย คาเมะก็ต้องยอมรับว่าตัวเองเจ็บทรมานอย่างที่สุด เขายังไม่อยากลืม ไม่อยากลืม...
ไม่อยากลืมเรื่องของเรา ได้ยินไหม
คาเมะยังคงสะอื้นอย่างหมดหวัง จินทำอะไรกับเขาอีกแล้ว เห็นเขาเป็นตัวอะไร จินจะทำอะไรกับเขาก็ได้งั้นหรือ
"คนเลว! คุณใช้วิธีสกปรกอย่างนี้ได้ยังไง!" คาเมะร้อง ก่อนเสียงนั้นจะเบาระโหยลงอย่างอ่อนล้า
“อย่าทำแบบนี้….”
.
.
.
.
………………………
…………………………………………………………
คาเมะไม่ได้หลับสนิทขนาดนี้มานานมากแล้ว ถึงขนาดจำไม่ได้ว่าล้มตัวลงนอนเมื่อไหร่ ซ้ำยังไม่ค่อยอยากตื่น แล้วยังหาวหวอดอย่างนึกสงสัยว่าเหตุใดจึงง่วงเหงาเอานัก ทั้งที่ปกติก็นอนอิ่มเกือบทุกคืน ขยี้ตาง่วงงุน พลิกตัวบิดขี้เกียจ ดวงตาคู่เรียวที่หยีขึ้นในทีแรกปิดลงอีกครั้ง ทว่าภายในเสี้ยววินาทีเจ้าตัวก็ผุดลุกขึ้นอย่างตกใจ หันมองนาฬิกาแล้วร้องคราง
"แปดโมง!"
พอจะลงจากเตียงก็หยุดกึก ขมวดคิ้ว จะรีบไปไหน? เออ....แต่มันคลับคล้ายคลับคลาว่าปกติเขาต้องออกไปทำอะไรสักอย่าง นึกไม่ออก ลองเอื้อมเอาสมุดบันทึกหัวเตียงมาเปิดดูก็ต้องงง เมื่อเห็นตารางประจำวันในสมุด เขาย้ายมาทำงานตอนเช้าตั้งแต่เมื่อไหร่?
คาเมะทำหน้าครุ่นคิด ยังมีอีก....อะไรสักอย่างยังติดค้างอยู่ในใจ.......อะไรสักอย่าง
มือข้างหนึ่งเผอิญวาดไปด้านข้าง แล้วเจ้าของเตียงต้องเลิกคิ้วแปลกใจกับไออุ่นจาง ๆ ของเบาะนุ่ม เขาไม่ได้นอนฝั่งนี้สักหน่อย แล้วเขาก็ไม่ใช่คนนอนดิ้นด้วย ทำไมรู้สึกเหมือนว่าเมื่อคืนมีใครมานอนด้วยอย่างนั้น
แล้วทำไมมีหมอนสองใบ อีกใบหนึ่งของใคร? เขาอยู่คนเดียวไม่ใช่หรือ? คาเมะพลิกตัวนอนคว่ำ เท้าคางตัวเอง ขมวดคิ้ว เมื่อคำถามที่ไม่มีคำตอบแล่นซ้ำในหัวไปมา
คาเมะค่อยนาบแก้มลงกับหมอนที่ยังอุ่น ก่อนเขาตื่น ต้องมีใครสักคนนอนอยู่ตรงนี้แน่ ๆ
................ก็แล้วใครล่ะ?
อยู่ ๆ หัวใจก็ถูกเสียดแทง มือสองข้างจิกลง เกิดความรู้สึกอ้างว้างรุนแรง เหมือนเคยมีความอบอุ่นอยู่ตรงนี้ แต่ตอนนี้ไม่มีอีกแล้ว
ความอ่อนแอถาโถมเข้าใส่ คาเมะหน้าเสีย เขารู้สึกเหมือนอะไรสักอย่าง...หรือใครสักคน ในชีวิตเขาหายไป
ริมฝีปากขยับ แต่จับคำไม่ได้
เขาจะเรียกใคร? เขากำลังจะพูดชื่อใคร?
ไหล่สองข้างสะท้านไหวด้วยแรงสะอื้น
เขาปาดน้ำตาตัวเองขึ้นดู..แปลกใจ.....นี่เขาร้องไห้หรือ?.............บ้าไปแล้วหรือคาเมะ?
ทั้งสับสน ทั้งไม่เข้าใจตัวเอง ก้อนสะอื้นจุกขึ้นที่ลำคอ แล้วน้ำตาหยดต่อไป ก็ยังร่วงหล่นเรื่อย ๆ อย่างบังคับไม่ได้
คาเมะกอดหมอนใบนั้น ซบหน้าร้องไห้อยู่ในห้องเงียบ ๆ เพียงลำพัง
tbc.

สรุปยูไม่ได้จ้างใช่ไหมมม
ใครฟะ! บังอาจจจ!!!
จินมันใจแข็งแหะ ไม่ยอมรับแน่รึ? ว่าจริงๆแล้วตัวเองก็รู้สึกนิดๆน่ะ เชอะ! เบื่อคนปากไม่ตรงกะใจ
ตอนนี้ คาเมะน่าสงสารอ้ะ เสียทั้งเพื่อน ทั้งคนที่ตัวเองรัก
#1 By pierce on 2008-09-17 13:30