remember [end]
posted on 14 Feb 2009 18:48 by ficblog in short-ficมองดวงหน้าด้านข้างที่ยืนหันหลังให้ผมในลิฟต์นี่แล้ว ต้องเบือนหน้ากลับมามองอีกครั้งเหมือนมีอะไรติดค้างในใจ
จะว่าคุ้นก็ไม่ใช่ จะว่ารู้จักคงไม่ใช่อีก สันจมูกหักลงพองามยังกับลูกครึ่งแบบนี้ ถ้าเคยเจอไม่น่าจะต้องใช้เวลานึกนาน เสื้อคลุมมีฮู้ดด้านหลังกับกระเป๋าสะพายข้าง ดูยังไงก็แค่เด็กม.ปลายมาเรียนพิเศษ
เสียงกังวานสั้น ประตูลิฟต์เลื่อนออก ผมไหลไปกับคน คนคนนั้นอาศัยว่าตัวเล็ก ซอกแซกไปตามช่องว่างจนเดินนำหน้าคนอื่นไม่ต้องเบียดกับใคร ก่อนหายไปจากครรลองสายตา
ผมยื่นบัตรให้เจ้าหน้าที่สถาบัน แล้วเดินเข้าไปในห้องเรียนอย่างทุกครั้ง เมื่อนั่งลงตรงบริเวณเดิมที่ชอบมานั่ง วันนี้กลับไม่เหมือนเดิม เด็กหนุ่มฮู้ดสีเทานั่งอยู่ตรงหน้าถัดไปอีกสามแถว ท่าเสยผมอันเป็นเอกลักษณ์ฉุดบางอย่างที่นอนนิ่งอยู่ลึก ๆ ในใจผมจนเกือบลืมการมีตัวตนของมันให้ขึ้นมาทีละน้อย
.......ผิวบาง ๆ ตัวขาวจัด ท่าทางจะหอม ขัดกับผิวสีแทนและกลิ่นกายชื้นเหงื่อมากเหลือเกินในความทรงจำ
ผมนั่งอยู่ที่นี่เพราะเพิ่งรู้ตัวว่าภาษาต่างด้าวของผมมันดักดานเต็มทน ไอ้ที่เคยแทรกอยู่ตามเร้นตามหลืบในซอกสมอง ก็เริ่มจะโดนขี้เลื่อยกลืนไปเสียหมด และเมื่อคนที่มาเรียนเกือบทั้งหมดเป็นวัยทำงานทั้งสิ้น เด็กหนุ่มที่นั่งสัปหงกอยู่ด้านหน้าจะสะดุดตาผมจึงไม่ใช่เรื่องแปลกนัก แปลกตรงในยุคที่สถาบันสอนภาษาผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด แถมคอร์สเรียนยังแบ่งออกไปได้เป็นสิบเป็นร้อย ยังอุตส่าห์...
ปากกาหลุดจากมือพลันคน ๆ นั้นสะดุ้งตื่น เขาเอี้ยวตัวมาด้านหลังก้มลงเก็บ สายตาเพียงมองผ่านพาดร่างผมไปเท่านั้น ใจผมหายวูบ
ก็นะ.....ตั้งสามปี จะจำกันไม่ได้ ไม่เห็นแปลก
แต่แค่สามปีเอง ทีผมยังจำเขาได้เลย!
เลิกเรียนคนทยอยกันกลับ ผมลงลิฟต์ลงมาถึงชั้นล่าง เพิ่งสังเกตว่าเขาเดินอยู่ข้างหน้าผม ผมชะลอฝีเท้าลง ใช้โอกาสนี้ลอบสังเกตว่าเขาเหมือนเดิมหรือเปลี่ยนไปมากน้อยขนาดไหน ดูท่าทางการเดิน ดูแขน ดูมือ คราวนี้ขอมั่นใจว่าใช่ เพิ่มสักเจ็ดสิบเปอร์เซน ให้ชัวร์ร้อยเปอร์เซนแล้วลืมตัวทำหน้าเป็นเข้าไปหา เดี๋ยวเขาเดินหนีเพราะคิดว่าเป็นโรคจิตแล้วจะหน้าแตก
แต่ผมไม่คิดจะทักเขาหรอก
ไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย
ผมไม่คิดว่าการที่อะไรก็ตาม ช่วยชักพาให้เราได้พบกันอีกครั้ง จะต้องหมายความว่าเรื่องที่ 'จบ' ลงไปแล้ว เราต้องสานต่อถักทอมันขึ้นมาอีก ไม่จำเป็นนี่ครับ
เขาเลี้ยวเข้าห้องน้ำทางขวามือ แต่ผมเดินตรงไป รอบที่เรียนมีชดเชยได้หลายรอบ บังเอิญแท้ ๆ ที่พบ เขามาคนเดียว ปกติแล้ว คนมากมายพร้อมจะรายล้อมตัวเขา แม้เขาจะไม่ชอบความวุ่นวาย เผลอ ๆ เป็นมีสาวสวยคอยนั่งให้กำลังใจอยู่ริมสนาม พอเลิกซ้อมก็ส่งผ้าขนหนูผืนเล็กให้ซับเหงื่อ ยื่นน้ำเย็น ๆ ให้ดื่ม เผลออีกทีกลายเป็นว่าสาวเจ้าคนนั้นดันคนละคนกับอาทิตย์ก่อนเสียนี่
'แล้วจะให้ทำยังไง' เจ้าตัวเคยบ่น หลังจากพบว่าผม....งอน 'ถ้าปฏิเสธตรง ๆ จะไม่ใจร้ายไปหน่อยหรือ'
ก็เข้าใจว่านักกีฬาหน้าตาดีมักจะเสน่ห์แรง แถมเขายังใจดี ไม่ค่อยรู้ตัวว่าตัวเองโปรยฟีโรโมนไปทั่ว เลยไม่เคยโกรธลง ทั้งที่ตัวก็จ้อยกว่าคนอื่นในทีม แขนขาลีบ ๆ ฉุดทีก็ปลิวไปถึงไหน กอดเอาไว้ก็ได้แต่ดิ้นขลุกขลักทำหน้าแดง ไม่รู้เอาแรงที่ไหนไปเบียดคนอื่นกระเด็นได้
ผมคงเหมือนผู้หญิงพวกนั้นนี่เอง ตอนนั้น ผมแค่ตามไปเชียร์จุนโนะ ไม่ได้ตั้งใจจะทึ่งกับเจ้าคนที่ทำผิดกฎกีฬาคนตัวสูงเพราะดันเตี้ยที่สุดในสนาม แต่ทำฝ่ายตรงข้ามอ้าปากค้างเพราะความไวปานพายุ กะพริบตาสองทีลูกกลม ๆ ส้ม ๆ ก็ลอยละลิ่วลงห่วงไปแล้ว ภาพเมื่อแรกเห็นยังปรากฏชัดเจน เขายิ้มดีใจยังกับคนบ้า......
ถ้าจำไม่ผิด ยิ้มคล้าย ๆ วันแรกที่เราไปเดทกัน
คนตัวเล็กนั่นเดินแซงหน้าผมไป ดูเถอะ ขนาดเดินออกมาก่อนไกลตั้งขนาดนี้ เจ้าตัวยังจ้ำพรวด ๆ จนทัน แล้วอยู่ ๆ ก็เดินช้าลง เพราะมีผู้หญิงกลุ่มใหญ่เข้ามาทัก วี้ดว้ายดีใจเหมือนไม่ได้พบกันนาน
เสียงหัวเราะของเขาดูสดใส มีความสุขกว่าที่ผมจำได้ตั้งเยอะ
ผมให้เกียรติสุภาพสตรี แต่อดสบถไม่ได้ เพราะพวกหล่อน คน ๆ นั้นถึงได้มาเดินทอดน่องอยู่อย่างนี้ ถ้าไม่จำเป็นว่าต้องไปทางนี้ ผมไม่ทนอยู่ให้หงุดหงิดขนาดนี้หรอก
อยู่ตรงหน้าแท้ ๆ แต่กลับทำอะไรไม่ได้
นึกว่าตัดใจได้สนิทแล้ว เห็นหน้าแค่แป๊บเดียว ไอ้อาการเจ็บเสียดในอกมันกำเริบขึ้นมาได้อย่างไรไม่ทราบ ผมหลุบตาลง สาวเท้าเร็ว ๆ เดินแซงเขาไป คอร์สภาษาสั้น ๆ ของผมจบวันนี้ ผมคงไม่ได้เข้ามาแถวนี้แล้ว ผมอาจจะกลับบ้าน หรือไปทำงานในที่ไกลออกไป ที่ ๆ อยู่แล้วเหงาน้อยกว่าในเมืองซึ่งมีคนเป็นล้านเดินขวักไขว่ไม่สนใจใคร
'อีกหลายปีข้างหน้าเราจะทำอะไรกันอยู่เนอะ' เขาเคยถามผมในวันที่บางอย่างเริ่มเปลี่ยนไป 'เราจะยังรักกันอยู่มั้ย'
หากว่าผมต้องเห็นน้ำตาไหลรินไม่ขาดสายจากดวงตาคู่นั้นเพราะความไม่ได้เรื่องของผมเป็นครั้งที่สอง ผมคงทนไม่ได้
ผมไม่สนนักหรอก ว่าผมเคยรักเขามากแค่ไหน ผมยังรักเขาอยู่หรือไม่
ผมขอให้เราไม่ได้พบกันอีก
END